แม้ว่าจะมีสมรรถนะยอดเยี่ยมเทียบชั้นรถแข่งที่ต้องทำเวลาต่อรอบให้เร็วมากที่สุด แต่ Ninja H2 ก็สามารถมอบความสะดวกสบายในการขับขี่พอสมควร โดยตำแหน่งของเบาะนั่งนั้นได้รับการจัดวางอย่างพอเหมาะพอเจาะโดยคำนึงถึงความสบายของผู้ขี่เป็นอันดับแรก และยังถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการบังคับรถอีกด้วย มุมมองการขับขี่ที่ได้จาก Ninja H2 อาจไม่น่าประทับใจอะไรนัก แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือคุณภาพการขับขี่ และความทันสมัยของระบบบังคับการขี่ รวมทั้งความฟิตของเครื่องยนต์และรูปลักษณ์อันสง่างาม
การออกแบบหน้าจอให้มีความไฮเทคและล้ำสมัยมีส่วนช่วยให้ Ninja H2 เป็นรุ่นเรือธงของคาวาซากิ มาตรวัดรอบแบบอนาล็อกเสริมด้วยหน้าจอ TFT LCD สีคุณภาพสูงซึ่งช่วยให้สามารถแสดงข้อมูลเป็นกราฟิกได้ โหมดการแสดงผลที่เลือกได้สี่โหมดช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่พวกเขาต้องการดู โดยขึ้นอยู่กับประเภทการขับขี่ที่พวกเขากำลังขับขี่ในขณะนั้น
![]()
หน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นดังนี้
– Vehicle Info: แสดงข้อมูลรถผ่านแอพในโทรศัพท์
– Riding Log: แสดงเส้นทางการขับขี่ของผู้ขับขี่
– Telephone Notice: เตือนผู้ขับขี่ว่ามีสายหรืออีเมลล์เข้า
– Tuning-General Setting: ตั้งค่าหน้าจอผ่านแอพพลิเคชั่น
![]()
Kawasaki Ninja H2 เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์ที่โดดเด่นตามคอนเซ็ปต์ “Intense Force Design”
เน้นรูปลักษณ์ที่ทันสมัยทั้งยังเปี่ยมด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด อย่างไรก็ตามรูปลักษณ์ภายนอก
ไม่ได้เป็นเพียงการแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูดีเท่านั้น ความงามของ Kawasaki Ninja H2 ยังคงสะท้อนผ่านการทำงานใ
นทุกส่วนประกอบ ตั้งแต่โครงสร้างรถที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่
เมื่อต้องใช้ความเร็วสูง เทคโนโลยีล่าสุดที่ติดตั้งมาพร้อมกับรุ่นนี้จะช่วยดูดอากาศเข้าสู่ซูเปอร์ชาร์เจอร์ได้มากขึ้น
เรียกได้ว่า Kawasaki Ninja H2 เหนือกว่ามอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นที่คาวาซากิเคยสร้างมา
ทั้งยังเป็นศิลปกรรมแห่งยานยนต์ชิ้นเอกที่โดดเด่นทั้งเรื่องสมรรถนะและดีไซน์ ดูเข้มขรึมในสีดำเงางาม
ด้วยเทคนิคการทำสีที่พัฒนามาสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ
![]()
ระบบซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ หรือชุดอัดอากาศที่ใช้ใน Kawasaki Ninja H2
ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมนักออกแบบเครื่องยนต์ของคาวาซากิ ภายใต้ความร่วมมือของบริษัทในเครือคาวาซากิ
ได้แก่ Gas Turbine & Machinery Company, Aerospace Company,
และ Corporate Technology Division นำมาซึ่งการออกแบบที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด
จนกระทั่งได้ซุปเปอร์ชาร์จเจอร์เอกสิทธิ์เฉพาะคาวาซากิที่พัฒนามาเพื่อมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ และทำให้ Ninja H2
เร็วและแรงถึงขั้นสุดตามที่เหล่าวิศวกรต้องการ
Kawasaki Ninja H2ถูกพัฒนาให้มีสมรรถนะเทียบเคียงญาติผู้พี่ที่เป็นรถสำหรับสนามแข่งอย่าง Kawasaki Ninja H2R
แต่ก็สามารถขับขี่ได้ตามท้องถนนทั่วไป ระบบช่วงล่างของ Kawasaki Ninja H2 ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรง
ไม่สะทกสะท้านต่อการทำความเร็วที่เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้นักบิดได้สัมผัสกับสมรรถนะการทรงตัวที่นิ่งและนิ่มขณะเลี้ยว
ตามปกติแล้ว การควบคุมการทรงตัวของรถในขณะที่ใช้ความเร็วสูงนั้นต้องอาศัยฐานล้อที่ยาวพอสมควร
แต่ในรุ่นนี้ ทีมวิศวกรลับเลือกที่จะใช้ฐานล้อที่สั้นกว่าเพื่อสร้างชุดบังคับรถขนาดกะทัดรัดที่ทำให้การบังคับรถแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ขณะที่เฟรมรถนั้นไม่ได้ออกแบบมาให้มีความแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังสามารถรองรับสิ่งรบกวนภายนอกที่จะสร้างความเสียหาย
แก่ตัวถังได้เมื่อใช้ความเร็วสูง ส่วนตัวเฟรมรถเป็นแบบเฟรมถักที่แข็งแรง สามารถรองรับการทำงานของระบบซุปเปอร์ชาร์จได้เป็นอย่างดี
และยังช่วยในการทรงตัวและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ตัวรถเมื่อใช้ความเร็วสูงอีกด้วย
![]()
แม้ว่าจะมีสมรรถนะยอดเยี่ยมเทียบชั้นรถแข่งที่ต้องทำเวลาต่อรอบให้เร็วมากที่สุด แต่ Kawasaki Ninja H2
ก็สามารถมอบความสะดวกสบายในการขับขี่พอสมควร โดยตำแหน่งของเบาะนั่งนั้นได้รับการจัดวางอย่างพอเหมาะพอเจาะ
โดยคำนึงถึงความสบายของผู้ขี่เป็นอันดับแรก และยังถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการบังคับรถอีกด้วย
มุมมองการขับขี่ที่ได้จาก Kawasaki Ninja H2 อาจไม่น่าประทับใจอะไรนัก แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือคุณภาพการขับขี่
และความทันสมัยของระบบบังคับการขี่ รวมทั้งความฟิตของเครื่องยนต์และรูปลักษณ์อันสง่างาม
![]()
เครื่องยนต์ของ Kawasaki Ninja H2 เป็นแบบ 4 สูบแถวเรียง อาจดูคล้ายเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือเทคโนโลยีซุปเปอร์ชาร์จเจอร์
ชุดอัดอากาศเทคโนโลยีล่าสุดที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับมอเตอร์ไซค์ โดยเป็นเอกสิทธิ์ของคาวาซากิ
ทุกชิ้นส่วนถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับกับแรงดันอากาศที่มาจากซุปเปอร์ชาร์จเจอร์
และกำลังเครื่องยนต์สูงสุดระดับ 300 แรงม้า ซึ่งเทียบเท่ากับรุ่น Ninja H2R โดยชุดเครื่องยนต์ของ Kawasaki Ninja H2
ถูกออกแบบมาให้ทนแรงดันได้มากกว่าเครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศถึง 1.5 ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว
ที่จริงแล้ว หากไม่นับเพลาลูกเบี้ยว ปะเก็นฝาสูบ และคลัทช์แล้ว เครื่องยนต์ของ Kawasaki Ninja H2
ก็ถือว่าถอดบล็อกมาจากรถแข่งระดับตำนานรุ่น Ninja H2R แบบไม่ผิดเพี้ยน
![]()
ระบบ KTRC ที่ใช้กับ Ninja H2 ผสมผสานองค์ประกอบที่ดีที่สุดของระบบควบคุมการยึดเกาะถนนรุ่นก่อนหน้าของคาวาซากิ Ninja H2 มอบเลเวลในการเลือกใช้ที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะกับสภาพการขับขี่และความชอบของผู้ขับขี่ และโหมดทั้งหมดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อจัดการเอาต์พุตเมื่อเกิดการลื่นไถลกะทันหัน ระบบนี้นำเสนอทั้งสมรรถนะการขับขี่แบบสปอร์ตที่ได้รับการปรับปรุงและมอบความอุ่นใจในการรับมือกับพื้นผิวถนนที่ลื่น โดยสามารถปรับได้ถึง 9 ระดับด้วยกัน
IMU ช่วยให้สามารถตรวจสอบความเฉื่อยตาม 6 DOF (องศาอิสระ) ได้วัดอัตราเร่งตามแนวแกนตามยาว แกนตามขวาง และแกนแนวตั้ง รวมถึงอัตราการหมุนและอัตรา Pitch อัตรา Roll และ Yaw ที่คำนวณโดย ECU โดยใช้ซอฟต์แวร์ต้นฉบับของ Kawasaki ซึ่งช่วยทำให้ระบบต่างๆทำงานได้แม่นยำมากขึ้น
ระบบฟังก์ชั่นช่วยควบคุมการเข้าโค้งของคาวาซากิ (KCMF) คือชุดควบคุมจัดการเครื่องและตัวถังโดยรวมการใช้ซอฟต์แวร์ล้ำสมัยรุ่นล่าสุดของคาวาซากิและข้อมูลป้อนกลับจากชุด IMU ของ Bosch ที่ให้ภาพที่แม่นยำชัดเจนกว่าเดิมแบบเรียลไทม์ของความโน้มเอียงของตัวถัง KCMF จะตรวจสอบตัวแปรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์และตัวถังตลอดการเข้าโค้งตั้งแต่เข้าโค้งจนกระทั่งออกโค้ง ระบบนี้ช่วยยับยั้งแรงเบรกและกำลังเครื่องยนต์เพื่อให้การเร่งความเร็ว การเบรก และเร่งอีกครั้งส่งผ่านได้อย่างราบรื่น และยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าโค้งตามไลน์ที่ตั้งใจไว้ได้
ระบบรองรับน้ำหนักด้านหลังใช้ Öhlins TTX36 ซึ่งมอบประโยชน์มากมายให้ผู้ขับขี่
>> เพิ่มเสถียรภาพซึ่งทำให้เกิดประสิทธิภาพขณะเข้าโค้ง
>> ระบบกันสะเทือนที่นุ่มนวลถ่ายทอดความรู้สึกของการหน่วงที่ดีเยี่ยม และช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และการควบคุมรถ
>> ให้ความรู้สึกมั่นคงเมื่อใช้ความเร็ว และเปลี่ยนเลนได้ง่ายขึ้นเมื่อขับขี่บนทางหลวง
ระบบรองรับน้ำหนักของ Ninja H2 เลือกใช้ KAYABA KYB AOS-II racing suspension ซึ่งเป็นระบบรองรับน้ำหนักที่มีพื้นฐานการพัฒนามาจากรถวิบาก โดยออกแบบแกนโช้คมีขนาด ø43 มาให้มีแรงเสียดทานระหว่างแกนโช้คและกระบอกโช้คที่ต่ำ แกนโช้คมีขนาด ø43 มม. และเคลือบด้วย DLC นี่เป็นครั้งแรกที่รถจักรยานยนต์ที่ใช้บนท้องถนนทั่วไปได้ติดตั้งระบบรองรับน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการแข่งขัน
>> ระบบรองรับน้ำหนักนุ่มนวลดูดซัพแรงกระแทกได้อย่างง่ายดายเพิ่มความสะดวกสะบายเมื่อขับขี่ในเมือง
| มิติรถ | |
|---|---|
| ความยาว | 2,085 mm |
| ความกว้าง | 770 mm |
| ความสูง | 1,125 mm |
| ระยะฐานล้อ | 1,445 mm |
| ระยะห่างจากพื้น | 130 mm |
| ความสูงเบาะนั่ง | 825 mm |
| น้ำหนักรวม | 238 kg |
| น้ำหนัก (ไม่รวมของเหลว) | – |
| ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง | 17 litres |
| สมรรถนะ | |
|---|---|
| กำลังเครื่องยนต์สูงสุด | 147.2 kW {200 PS} / 10,000 min-1 |
| กำลังเครื่องยนต์สูงสุดพร้อมแรมแอร์ | 154.5 kW {210 PS} / 10,000 min-1 |
| แรงบิดสูงสุด | 140.4 N·m {14.3 kgƒ·m} / 10,000 min-1 |
| เครื่องยนต์ | |
|---|---|
| ประเภทเครื่องยนต์ | 4-stroke In-Line Four |
| ระบบหล่อเย็น | Liquid-cooled, |
| ขนาดกระบอกสูบ x ช่วงชัก | 76.0 x 55.0 mm |
| ปริมาตรกระบอกสูบ | 998 cc |
| อัตราส่วนกำลังอัด | 8.5:1 |
| ระบบจ่ายเชื้อเพลิง | Fuel injection: ø50 mm x 4 with dual injection ; Kawasaki Supercharger |
| ระบบหล่อลื่น | Forced lubrication, Wet |
| ระบบสตาร์ท | EL. Starter |
| ระบบจุดระเบิด | Digital |
| ระบบขับเคลื่อน | |
|---|---|
| ระบบขับเคลื่อน | Chain |
| ระบบส่งกำลัง | 6-speed, return, dog-ring |
| อัตราทดขั้นต้น | 1.551 (76/49) |
| อัตราทดเกียร์ 1 | 3.188 (51/16) |
| อัตราทดเกียร์ 2 | 2.526 (48/19) |
| อัตราทดเกียร์ 3 | 2.045 (45/22) |
| อัตราทดเกียร์ 4 | 1.727 (38/22) |
| อัตราทดเกียร์ 5 | 1.524 (32/21) |
| อัตราทดเกียร์ 6 | 1.348 (31/23) |
| อัตราทดสุดท้าย | 2.444 (44/18) |
| ประเภทคลัตช์ (หลัก) | Wet, multi-disc |
| ตัวถัง | |
|---|---|
| ประเภทเฟรม | Trellis, high-tensile steel, with Swingarm Mounting Plate |
| ระบบกันสะเทือนหน้า | ø43 mm inverted fork with rebound and compression damping and spring preload adjustability, and top-out springs |
| ระบบกันสะเทือนหลัง | New Uni Trak, Öhlins TTX36 gas-charged shock with piggyback reservoir, compression and rebound damping and spring preload adjustability, and top-out spring |
| ระยะยุบล้อหน้า | 120 mm |
| ระยะยุบล้อหลัง | 135 mm |
| มุมแคสเตอร์ | 24.5° |
| ระยะเทรล | 103 mm |
| มุมเลี้ยว (ซ้าย/ขวา) | 27° / 27° |
| ยางหน้า | 120/70 ZR17 (58W) |
| ยางหลัง | 200/55 ZR17 (78W) |
| เบรกหน้า | Dual semi-floating ø330 mm Brembo discs, |
| คาลิปเปอร์ (หน้า) | Dual radial-mount, Brembo Stylema monobloc, opposed 4-piston, KIBS ABS |
| เบรกหลัง | Single ø250 mm disc, |
| คาลิปเปอร์ (หลัง) | Brembo, opposed 2-piston, KIBS ABS |